คำว่า zen ในความเข้าใจของผม คือคำว่า "ชีวิต"
คือคำว่า "ปัจจุบัน" คือคำว่า "ความตาย"
ขณะที่มีชีวิต ย่อมมี ความตาย ติดตามเป็น เงา
ขณะที่เรากำลังหัวเราะร่า ไม่ต่างจากขณะที่เรา เจ็บปวด ในหัวใจ
ชีวิต ไม่มีทางเลือก ว่าจะ สุข หรือ ทุกข์ เช่นเดียวกับเลือกไม่ได้ว่า ฝนจะตก หรือ แดดจะออก
มีแต่ ยิ้มรับ กับทุกลมหายใจ ที่ได้ มีชีวิต
ZEN นั่นแหละ คือ ZEN
ZEN มันอยู่ตรงนั้น
ไม่ต้องไปหาที่ไหน มันอยู่ตรงนั้น ครบหมดแล้ว
ความสุขที่แท้ อยู่ใน การยอมรับ
เพราะแท้จริงแล้ว ตัวตน ไม่ได้มีจริง เรา ไม่ได้มีจริง ความทุกข์ เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป
ตัวตนที่ทุกข์ เป็นเพียง ความทุกข์ ที่เกิด และ ดับ
หากมีสมาธิละเอียด จะมองเห็น
การฝึก คือ การปฏิบัติตาม มรรค
เมื่อปฏิบัติตาม มรรค ทาง นั้น ก็จะนำไปสู่ ทางของ ZEN หรือ ทาง หรือ เต๋า หรือ นิพพาน ก็แล้วแต่จะเรียก
คือ สิ่งสูงสุด ที่มนุษย์ปรารถนา
โชคดี ครับ...
12 ม.ค. 2558
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555
กากเดนความรู้
คำว่า การค้นพบ หรือ ซาโตริ หรือ ปัญญา เป็นเรื่อราวที่เป็น ปัจเจก เกิดขึ้น "เฉพาะตัว" ไม่สามารถบอกเล่าให้ผู้อื่นฟังได้
การ ซาโตริ มีตั้งแต่ระดับเล็ก เช่น พบว่ามดมันคุยกันได้ ไปจนถึงระดับใหญ่ เช่นการเกิดขึ้นของ เอกภพ
แต่ทั้งหมดนั้น ล้วนแต่มีลักษณาการอย่างเดียวกัน คือ ปัจเจก
เป็นการค้นพบ เพียงคนเดียว ลำพัง
ปัญหาก็คือ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีเมตตา จึงต้องการ เผยแพร่ สิ่งที่ตนเองค้นพบ และทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาแบบ "งูกินหาง"
สิ่งที่ ไอน์สไตน์ ค้นพบ ถูกแปลงให้เป็นสมการทางคณิตศาสตร์, สิ่งที่นิวตันค้นพบ ถูกทำให้กลายเป็นคำว่า แคลคูลัส
บุคคลทั้งสองคงไม่ได้คิดว่า อนาคตเด็กๆเยาวชนจะมา "ท่องจำ" สมการเหล่านั้นที่ตนเองก็ไม่ได้เป็นคนเขียนขึ้นมา (มีนักคณิตศาสตร์ช่วยเหลือไอน์สไตน์ในการสร้างสมการ)
แต่สิ่งที่ ไอน์สไตน์ ต้องการให้เห็นคือ "ความเป็นมายาของ เวลา"
สิ่งที่นิวตันต้องการให้เห็นคือ "วัตถุทุกอย่างมี กฎ ของมัน"
สิ่งเหล่านี้่ นักเรียน, นักศึกษา รับรู้หรือไม่???
นักเรียนรู้เพียงแต่ F = ma หรือ E = mc^2
แถมยังเอาคำพูดเท่ห์ๆของ ไอน์สไตน์ ไปพูดได้เป็นตุเป็นตะ เช่น "จินตนาการสำคัญกว่าความคิด"
นั่นเป็นการหลงทางทั้งสิ้น.... หลงทางกันทั้งโลก....
คนส่วนใหญ่ เปิดตำราของเหล่านักคิด และ ลอก "คำคม" ลงไปทางเฟซบุ๊ค หรือเอาไว้โม้กับเพื่อน
เขาหาใช่คนมี ปัญญา ที่แท้จริงไม่ เขาเป็นแต่เพียง คนช่างจำ, นกแก้ว
ความรู้ที่เขามีเยอะ ก็เป็นเพียง "กากเดน" ของความรู้ ที่คนอื่นเคี้ยวแล้ว โยนทิ้งเอาไว้
หาก ไอน์สไตน์ กลับมาเกิดอีกรอบในยุคนี้ คงจะขำกลิ้ง หรืออาจจะไม่ขำ เพราะสมัยนั้นก็มีคนแบบนี้อยู่แล้ว และมีประจำโลกเสมอมา
อนึ่ง บทความนี่้ ก็เป็น กากเดนความรู้ของผมเช่นกันนะครับ ท่านผู้อ่านอย่า "จำ" ความคิดหรือแนวทางของผมไปใช้ แต่จงสร้างวิธีที่จะ ซาโตริ หรือเข้าใจในตัว ปัญญา ที่แท้จริง แล้วท่านจะสามารถ "สร้างความรู้" ที่แท้จริงได้.
วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555
บล็อก ที่ห่างหาย
ห่างหายจากการเขียน Blog ไปนานมาก เนื่องจากว่า "หมดเรื่องเขียน" และต้องการให้เวลากับตัวเอง ในการ เรียนรู้ สิ่งต่างๆ และ ย่อย ประสบการณ์ ให้ลึกซึ้งและแหลมคม มากกว่าเดิม
จนได่มี ผู้อ่าน Blog ของผมคนหนึ่ง ซึ่งบอกว่า ผมไม่ได้เขียนบล็อกแล้วเหรอ เธอชอบอ่านบล็อกของผม (ไม่รู้จริงป่าวนะครับ) จึงเกิดเสียงสะท้อนภายในใจ ให้ต้องกลับมาเขียนอีกครั้ง....
ตั้งแต่โพสต์ที่แล้ว ที่เกี่ยวกับ พุทธ และ เซ็น ก็เป็นเวลาเกือบปี ที่ผมหยุดการเขียนบล็อก และกระแสน้ำท่วมอันเชี่ยวกรากของกรุงเทพ ก็ได้พัดหัวใจของผมกระเจิดกระเจิงไปไกล พร้อมกับให้แง่คิดกับผมว่า ความทุกข์ นั้น ทุกข์ จริงๆ เราจะรอช้าอีกไม่ได้แล้ว
หลังจากนั้นผมเร่งค้นคว้าตามห้องสมุดต่างๆ จนมาพบกับหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือ ธรรมะ ของหลวงพ่อ ทูล ขิปปัญโญ หนังสือเล่มนั้น ได้เติมพลังใจให้กับผมอย่างแรง ในการที่จะตั้งใจ ปฏิบัติธรรม และท่านบอกกับหัวใจของผมว่า "การปฏิบัติธรรม สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกที่ ทุกสถานการณ์ สถานที่ที่ดีที่สุดในการปฏิบัติธรรม ก็คือ หัวใจ ของเราเอง"
ผมรีบเร่งต่อสู้กับความทุกข์ในหัวใจ ที่ยังแปดเปื้อนด้วยกลิ่นคาวดินแดงแห่งมหาอุทก ตั้งแต่ต้นปี ด้วยจิตสงบ มีความหวัง และปีติ โดยการ นั่งสมาธิ ในเวลาว่าง และให้เวลากับการนั่งสมาธิเพิ่มมากขึ้น แน่นอนว่า ความเพียร ย่อมให้ผลแก่ผู้มีความเพียร ผมมีความเข้าใจใน ทุกข์ และสิ่งต่างๆเพิ่มมากขึ้น และเริ่มสัมผัส ความสงบ ได้มากขึ้น...
บางครั้ง คนเราก็ต้องได้รักการ "เขย่า" จากความทุกข์ จึงจะได้ สัมผัส กับ ธรรม...
ณ ตอนนี้ ผมพร้อมกับ หายนะ ได้มากขึ้น
คนส่วนใหญ่ ไม่อยากพบกับ หายนะ พยายามวิ่งหนี ความทุกข์ ความตาย
แต่จริงๆแล้ว เราหนีพ้นละหรือ ?
ทางที่ดี เตรียมตัวเอง เพื่อพร้อมยอมรับกับมันได้ จะไม่ดีกว่าหรือ...
จิต ของเรานี่แหละ ที่สร้างทุกข์ และ สุข ได้ทุกประการ
.... ผมไม่แน่ใจว่า บทความนี้ จะมีคุณค่าหรือไม่ และผมก็มีความเป็น นักเขียน น้อยลง...
คุณอาจไม่ได้อ่านบทความจากผมอีกก็ได้ เพราะ ความจริง มันไม่พูด, เมื่อพูดออกมา ความจริง ก็หายไป
ผมไม่อยากทำลาย ความจริง (แต่ถ้าไม่พูด คุณก็อาจจะไม่พบกับความจริง หรือ ผมไม่ควรพูด???)
ทางที่ดี คุณค้นหาความจริง ด้วยตนเอง จะดีกว่า (สันทิษฐิโก)
ไม่จำเป็น ไม่ควรพูด แต่ถ้าไม่พูด ก็ไม่อาจพบ ความจริง...
อนึ่ง ผมคิดว่า ผมมีความสุขกับการค้นพบ ความจริงแห่งธรรม ในทุกๆวันครับ "มีความสุข" ทุกคนนะครับ :-)
วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555
Mobile Education
หากจะกล่าวถึงคำว่า Mobile Education แล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้จัก แต่ถ้ากล่าวถึงคำว่า Social Media คำว่า Check In หรือ Line ไม่มีใครในยุคนี้ที่จะไม่รู้จัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่เล่นกันอยู่ทุกวัน และทั้งวัน โดยเล่นในอุปกรณ์ประเภทพกพา เช่น Smart Phone หรือ Tablet PC ก็ตาม
แต่สิ่งที่สำคัญมากในการใช้ประโยชน์จาก IT. แท้จริงแล้ว ก็คือ การ "พัฒนาตนเอง" ด้วยศักยภาพของอุปกรณ์ไอที เช่น การศึกษาหาความรู้ ทั้งการอ่าน การทำแบบฝึกหัด การทดลอง ซึ่ง จุดเด่น ของอุปกรณ์ไอที ก็คือ การทำงานในแบบ ปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ที่ไม่มีใน หนังสือ ทั่วไป
เราสามารถใช้ Tablet PC ในการทำหน้าที่เป็น ครูพี่เลี้ยง ได้ในทุกวิชา เช่น วิชาเคมี ซึ่งเป็นวิชาที่ ยาก สำหรับนักเรียนทั่วไป เนื่องจากมีสูตรคำนวณเป็นจำนวนมาก ทั้งสูตรของ ธาตุ และ โมเลกุล ต่างๆ แต่หากมี Application ที่สามารถ สอน วิชาเคมี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาวิชาได้เป็นอย่างดี
จุดเด่นของ Tablet PC ได้แก่ ความสามารถในการพกพา การประหยัดพลังงาน (แบตเตอรี่) เราสามารถพกพา "ครูอุ๊" ไปกับตัวของเราได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้ เรียนไป ยิ้มไป ได้ความรู้ โดยไม่ต้องทะเลาะกับใคร นำความรู้ไปพัฒนาตนเองให้แข่งขันกับคนอื่นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะมาถึงเราในไม่ช้านี้
นอกจากการ พกพา ไปไหนมาไหนได้แล้ว เรื่องของ มัลติมีเดีย ก็เป็น จุดเด่น ข้อหนึ่งของ Tablet PC เราสามารถ รู้สึก "บันเทิง" ได้พร้อมๆกับ การได้ความรู้ ทำให้ สมอง ของเราแตกกิ่งก้านสาขาออกไปได้อย่างมากมาย เพราะสมองของมนุษย์นั้นสามารถ พัฒนา ได้ดี หากทำงานด้วย ความสุข (เรียนรู้ อย่างมีความสุข)
สรุป แล้ว Mobile Education ยังต้องการการพัฒนาอีกมากมาย โดยเฉพาะ Application ทางด้าน การเรียน การศึกษา ในอนาคตเราคงได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นตามมา เจอกันสัปดาห์หน้า .......ขอบคุณครับ....
ปล..... คิดถึงทุกคน จุ๊บๆ.....
วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555
จิตเดิมแท้
จิต มันมักจะอยู่กับความคุ้นเคย
มันชอบคิด
ความคุ้นเคยทำให้เรามองไม่เห็นจิต
จงเอาชนะความคุ้นเคยของจิต
ท่านจะได้มองเห็น จิตเดิมแท้
มันชอบคิด
ความคุ้นเคยทำให้เรามองไม่เห็นจิต
จงเอาชนะความคุ้นเคยของจิต
ท่านจะได้มองเห็น จิตเดิมแท้
วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554
อานาปานสติ
ผมเคยฝึก อานาปานสติ มาเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว เพราะได้ศึกษา พุทธศาสนา และได้พบว่า อานาปานสติ เป็นวิธีการปฏิบัติที่มีประโยชน์มาก สำหรับคนโดยทั่วไป และก็เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้า ท่านใช้อยู่เป็นประจำด้วย
ตามหลักการของชาวพุทธแล้ว หลักของ ปัจจัตตัง หรือ รู้ได้เฉพาะตน นั้นสำคัญที่สุด ผมจึงอยากจะบอกแก่ทุกท่าน ในประสบการณ์ส่วนตัวของผม ซึ่งอาจไม่ตรงกับท่านอื่น และไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่หากทำได้แล้ว ก็น่าจะสัมผัสในสิ่งเดียวกันได้ เปรียบเสมือนกับการเดินทางไปคนละเส้นทาง แต่ก็ถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน
ต้องยอมรับว่า ในการฝึก อานาปานสติ ช่วงแรกของผม ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้เริ่มต้น เพราะผมเข้าใจว่า มันเป็นการ "นั่งสมาธิ" ซึ่งคล้ายกับที่เราเคยฝึกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในโรงเรียนซึ่งครูบาอาจารย์ฝึกหรือบังคับให้เรานั่งสมาธิกัน
ดังนั้น การฝึกนั่งในช่วงแรกของผม จึงเป็นเหมือน "การตั้งใจ" ที่จะทำให้ได้ ซึ่งนั่นนำไปสู่ ความเกร็ง และ ความไม่เป็นธรรมชาติ และฝืน ในช่วงแรกจึงเต็มไปด้วยความเครียด
แต่ผมก็ได้ฝึกนั่งมาอย่างสม่ำเสมอ จนเริ่มรู้สึกสบายใจ สบายกาย มากขึ้น
ในช่วงนี้แหละ ที่พระท่านสอนให้ ระวัง
ระวัง ว่าจะหลงกับมัน ระวังว่า จะเหลิงกับมัน ระวังว่าจะหลงทาง ซึ่งเป็นเรื่องจริง
เราจะเริ่มเสพติดการนั่งสมาธิ เพราะมันให้่ความสุขกับเรา นั่นเท่ากับ กิเลส ตัวหนึ่ง
การจะผ่านจุดนี้มาได้ ต้องเข้าใจ กับ วัตถุประสงค์ของ อานาปานสติ ให้ดี
ซึ่งในความคิดของผม จากประสบการณ์การฝึกฝนหลายปี ผมคิดว่า อานาปานสติ มันมีประโยชน์ ในเรื่องของ "การทำให้จิตใจของเราให้อยู่กับ ปัจจุบันขณะ" นั่นเป็นเป้าหมายอันแรก ลำดับถัดมาก็คือ "การทำให้จิตใจของเราเบาสบาย" ซึ่งบางครั้ง ที่ผมมีอาการเหมือนไม่สบาย ผมจะใ้ช้อานาปานสติ โดยพยายามปรับลมหายใจให้ ยาว และ ละเอียด (เบา) แล้วอาการไม่สบาย อาจหายไปได้ (ในกรณีของการไม่สบายจากความเครียด หรือ การใช้สมองหนัก)
อานาปานสติ ไม่จำเป็นต้องกระทำในท่านั่งเท่านั้น สามารถกระทำได้ในทุกอิริยาบท ตลอดเวลา ที่เราสามารถทำได้ แม้ในยามกินข้าว... ซึ่งผมพบว่า ทำให้เรา สัมผัสรสชาติอาหารได้ ชัดเจน มากขึ้น
อานาปานสติ ไม่ใช่การบังคับ ลมหายใจ แต่เป็นการศึกษา ความเกี่ยวข้องระหว่าง ลมหายใจ กับ ร่างกาย จนสามารถปรับให้สมดุลย์ กันได้ เราจะพบว่า หากเราสามารถหายใจให้ ยาวและลึก ละเอียด ได้ กายของเราจะเบาสบาย ไร้ทุกข์ ได้อย่างมาก
อานาปานสติ ช่วยให้เราเข้าสู่ มิติ ด้านใน ของจิตใจ ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทางพุทธ และทางศาสนาต่างๆ
หลักการของ พุทธะ หาใช่การคิด หรือ การใช้ ตรรกะ เหมือนดั่งวิธีการของ วิทยาศาสตร์ แต่้เป็นวิธีของการ "ตระหนักรู้ ตามธรรมชาิติ" ซึ่งเกิดจาก สภาวะ บรรลุ หรือ ซาโตริ หรือ สมาธิ เท่านั้น ซึ่งวิธีการให้ได้มาซึ่ง สมาธิ นั้นก็มีหลายวิธี
อานาปานสติ ก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่เหนี่ยวนำให้อาจเกิดสภาวะ ซาโตริ ขึ้นมาไ้ด้
หมายความว่า หากเราตระหนักรู้ในลมหายใจ เข้า-ออก ของเราได้ตลอดเวลา จิตของเราก็จะมีคุณภาพมากขึ้น และจะสามารถวิเคราะห์ สภาวะธรรม ต่างๆได้ชัดเจน และ ละเอียดมากยิ่งขึ้น
เป้าหมายหลักของสิ่งนี้ ก็คือ การเข้าใจใน กฎแห่งกรรม และ วัฏสงสาร เท่านั้นเอง......
ตามหลักการของชาวพุทธแล้ว หลักของ ปัจจัตตัง หรือ รู้ได้เฉพาะตน นั้นสำคัญที่สุด ผมจึงอยากจะบอกแก่ทุกท่าน ในประสบการณ์ส่วนตัวของผม ซึ่งอาจไม่ตรงกับท่านอื่น และไม่จำเป็นต้องตรงกัน แต่หากทำได้แล้ว ก็น่าจะสัมผัสในสิ่งเดียวกันได้ เปรียบเสมือนกับการเดินทางไปคนละเส้นทาง แต่ก็ถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน
ต้องยอมรับว่า ในการฝึก อานาปานสติ ช่วงแรกของผม ยังมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นธรรมดาของผู้เริ่มต้น เพราะผมเข้าใจว่า มันเป็นการ "นั่งสมาธิ" ซึ่งคล้ายกับที่เราเคยฝึกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในโรงเรียนซึ่งครูบาอาจารย์ฝึกหรือบังคับให้เรานั่งสมาธิกัน
ดังนั้น การฝึกนั่งในช่วงแรกของผม จึงเป็นเหมือน "การตั้งใจ" ที่จะทำให้ได้ ซึ่งนั่นนำไปสู่ ความเกร็ง และ ความไม่เป็นธรรมชาติ และฝืน ในช่วงแรกจึงเต็มไปด้วยความเครียด
แต่ผมก็ได้ฝึกนั่งมาอย่างสม่ำเสมอ จนเริ่มรู้สึกสบายใจ สบายกาย มากขึ้น
ในช่วงนี้แหละ ที่พระท่านสอนให้ ระวัง
ระวัง ว่าจะหลงกับมัน ระวังว่า จะเหลิงกับมัน ระวังว่าจะหลงทาง ซึ่งเป็นเรื่องจริง
เราจะเริ่มเสพติดการนั่งสมาธิ เพราะมันให้่ความสุขกับเรา นั่นเท่ากับ กิเลส ตัวหนึ่ง
การจะผ่านจุดนี้มาได้ ต้องเข้าใจ กับ วัตถุประสงค์ของ อานาปานสติ ให้ดี
ซึ่งในความคิดของผม จากประสบการณ์การฝึกฝนหลายปี ผมคิดว่า อานาปานสติ มันมีประโยชน์ ในเรื่องของ "การทำให้จิตใจของเราให้อยู่กับ ปัจจุบันขณะ" นั่นเป็นเป้าหมายอันแรก ลำดับถัดมาก็คือ "การทำให้จิตใจของเราเบาสบาย" ซึ่งบางครั้ง ที่ผมมีอาการเหมือนไม่สบาย ผมจะใ้ช้อานาปานสติ โดยพยายามปรับลมหายใจให้ ยาว และ ละเอียด (เบา) แล้วอาการไม่สบาย อาจหายไปได้ (ในกรณีของการไม่สบายจากความเครียด หรือ การใช้สมองหนัก)
อานาปานสติ ไม่จำเป็นต้องกระทำในท่านั่งเท่านั้น สามารถกระทำได้ในทุกอิริยาบท ตลอดเวลา ที่เราสามารถทำได้ แม้ในยามกินข้าว... ซึ่งผมพบว่า ทำให้เรา สัมผัสรสชาติอาหารได้ ชัดเจน มากขึ้น
อานาปานสติ ไม่ใช่การบังคับ ลมหายใจ แต่เป็นการศึกษา ความเกี่ยวข้องระหว่าง ลมหายใจ กับ ร่างกาย จนสามารถปรับให้สมดุลย์ กันได้ เราจะพบว่า หากเราสามารถหายใจให้ ยาวและลึก ละเอียด ได้ กายของเราจะเบาสบาย ไร้ทุกข์ ได้อย่างมาก
อานาปานสติ ช่วยให้เราเข้าสู่ มิติ ด้านใน ของจิตใจ ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทางพุทธ และทางศาสนาต่างๆ
หลักการของ พุทธะ หาใช่การคิด หรือ การใช้ ตรรกะ เหมือนดั่งวิธีการของ วิทยาศาสตร์ แต่้เป็นวิธีของการ "ตระหนักรู้ ตามธรรมชาิติ" ซึ่งเกิดจาก สภาวะ บรรลุ หรือ ซาโตริ หรือ สมาธิ เท่านั้น ซึ่งวิธีการให้ได้มาซึ่ง สมาธิ นั้นก็มีหลายวิธี
อานาปานสติ ก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่เหนี่ยวนำให้อาจเกิดสภาวะ ซาโตริ ขึ้นมาไ้ด้
หมายความว่า หากเราตระหนักรู้ในลมหายใจ เข้า-ออก ของเราได้ตลอดเวลา จิตของเราก็จะมีคุณภาพมากขึ้น และจะสามารถวิเคราะห์ สภาวะธรรม ต่างๆได้ชัดเจน และ ละเอียดมากยิ่งขึ้น
เป้าหมายหลักของสิ่งนี้ ก็คือ การเข้าใจใน กฎแห่งกรรม และ วัฏสงสาร เท่านั้นเอง......
วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554
คุณค่าที่แท้จริง
คนส่วนใหญ่ ชอบคำว่า "ชนะ"
คนส่วนใหญ่ ชอบคำว่า "ได้"
เราเกิดมาเพื่อ "ต่อสู้" เพื่อ "ให้ได้" ซึ่งอะไรบางอย่าง ตั้งแต่เราเป็นเด็ก พ่อแม่ คอยสั่งสอนให้เรา "ขยัน" ตั้งใจในการร่ำเรียนหนังสือ หากเราไม่ตั้งใจ เพื่อนของเราก็จะเก่งกว่าเรา และจะชนะเรา และจะได้ดีกว่าเรา เราจะกลายเป็น ผู้แพ้ เราจะกลายเป็น "คนไร้ค่า"
สิ่งเหล่านี้ หล่อหลอมอยู่ในกระบวนการคิดของเรา ตลอดเวลา...
การเข้าสู่ระบบการศึกษา เกิดขึ้นราวกับการถูกสะกดจิต เด็กๆถูกสะกดจิต ให้เรียนสิ่งต่างๆ เรียนคณิตศาสตร์ เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนศิลปะ เรียนร้องเพลง เรียนเต้นรำ เรียนการเข้าสังคม เรียนสิ่งต่างๆที่ ผู้ใหญ่ คิดว่า สิ่งเหล่านี้ "ดี" สำหรับเด็ก
แต่จะมี คน สักกี่คน ที่ตั้งคำถาม ว่า มีอะไรมากกว่าสิ่งเหล่านี้อีกไหม ที่ ชีวิต ที่ได้เกิดขึ้นมา "ควร" จะทำ...
อาจจะมีบางคน ที่ตั้งคำถามดังกล่าว และใช้ชีวิตในวิถีทางของตัวเอง เขาไม่ต้องการที่จะ "ไ้ด้" แต่ต้องการที่จะ "เป็น" แต่คนกลุ่มนั้น อาจถูกมองว่าเป็นคนที่ ขบถ เป็นอันตรายต่อระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง เพราะพวกเขาไม่ต้องการกฎหมาย หรือ นักการเมือง ไม่ต้องการ "ผู้ปกครอง" เพราะเชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์
คนฉลาดที่แท้ จะมองข้ามคำว่า "ระบบ" เพราะระบบเป็นสิ่งที่มนุษย์ สร้าง ขึ้นมา หาใช่ ความจริง ไม่
เพราะความจริง มิได้อยู่ในตำราหรือในคำพูดของคน ความจริง อยู่ใน ความจริง, อยู่รอบตัวของเรา
การแข่งขัน เพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะ ไม่ต่างจากการแข่งขันกีฬา เมื่อนักกีฬาแก่ตัวไป ก็ไม่สามารถแข่งต่อไปได้ อาจกลายเป็นคนที่ไร้คุณค่าในเชิงการแข่งขันไปได้
เสียดาย...ที่การศึกษาของมนุษย์ มุ่งเพียง ศักยภาพ ในเชิง การแข่งขัน ในเชิง เศรษฐกิจ เท่านั้น หาก การศึกษา มุ่งศักยภาพในเชิง มนุษยวิทยา อย่างแท้จริง อาจยกระดับ จิตวิญญาณของมนุษย์ไปได้อีกหลายขั้น
แต่การศึกษา ทุกวันนี้ กลับทำให้คนทำร้ายกัน แย่งชิงทรัพยากร บริโภคอย่างเกินต้องการ และเพิ่มความทุกข์ให้กับมนุษย์ เพิ่มความซับซ้อนให้กับชีวิตมนุษย์
อารยธรรมของโลก ล่มสลายมากี่ครั้ง เพราะการศึกษาในแบบนี้
เป็นธรรมดาของโลก, มักซ่้อนของดีไว้ มิให้มองเห็นง่ายๆ
ความรู้ ที่มีคุณค่าแท้จริง จึงมิได้อยู่ในระบบการศึกษา แต่อยู่ในตัวคนที่ต้องการแสวงหามัน
และมันอยู่ใกล้มากๆ จนหากไม่สังเกต...ก็มองไม่เห็น....
คนส่วนใหญ่ ชอบคำว่า "ได้"
เราเกิดมาเพื่อ "ต่อสู้" เพื่อ "ให้ได้" ซึ่งอะไรบางอย่าง ตั้งแต่เราเป็นเด็ก พ่อแม่ คอยสั่งสอนให้เรา "ขยัน" ตั้งใจในการร่ำเรียนหนังสือ หากเราไม่ตั้งใจ เพื่อนของเราก็จะเก่งกว่าเรา และจะชนะเรา และจะได้ดีกว่าเรา เราจะกลายเป็น ผู้แพ้ เราจะกลายเป็น "คนไร้ค่า"
สิ่งเหล่านี้ หล่อหลอมอยู่ในกระบวนการคิดของเรา ตลอดเวลา...
การเข้าสู่ระบบการศึกษา เกิดขึ้นราวกับการถูกสะกดจิต เด็กๆถูกสะกดจิต ให้เรียนสิ่งต่างๆ เรียนคณิตศาสตร์ เรียนวิทยาศาสตร์ เรียนศิลปะ เรียนร้องเพลง เรียนเต้นรำ เรียนการเข้าสังคม เรียนสิ่งต่างๆที่ ผู้ใหญ่ คิดว่า สิ่งเหล่านี้ "ดี" สำหรับเด็ก
แต่จะมี คน สักกี่คน ที่ตั้งคำถาม ว่า มีอะไรมากกว่าสิ่งเหล่านี้อีกไหม ที่ ชีวิต ที่ได้เกิดขึ้นมา "ควร" จะทำ...
อาจจะมีบางคน ที่ตั้งคำถามดังกล่าว และใช้ชีวิตในวิถีทางของตัวเอง เขาไม่ต้องการที่จะ "ไ้ด้" แต่ต้องการที่จะ "เป็น" แต่คนกลุ่มนั้น อาจถูกมองว่าเป็นคนที่ ขบถ เป็นอันตรายต่อระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง เพราะพวกเขาไม่ต้องการกฎหมาย หรือ นักการเมือง ไม่ต้องการ "ผู้ปกครอง" เพราะเชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์
คนฉลาดที่แท้ จะมองข้ามคำว่า "ระบบ" เพราะระบบเป็นสิ่งที่มนุษย์ สร้าง ขึ้นมา หาใช่ ความจริง ไม่
เพราะความจริง มิได้อยู่ในตำราหรือในคำพูดของคน ความจริง อยู่ใน ความจริง, อยู่รอบตัวของเรา
การแข่งขัน เพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะ ไม่ต่างจากการแข่งขันกีฬา เมื่อนักกีฬาแก่ตัวไป ก็ไม่สามารถแข่งต่อไปได้ อาจกลายเป็นคนที่ไร้คุณค่าในเชิงการแข่งขันไปได้
เสียดาย...ที่การศึกษาของมนุษย์ มุ่งเพียง ศักยภาพ ในเชิง การแข่งขัน ในเชิง เศรษฐกิจ เท่านั้น หาก การศึกษา มุ่งศักยภาพในเชิง มนุษยวิทยา อย่างแท้จริง อาจยกระดับ จิตวิญญาณของมนุษย์ไปได้อีกหลายขั้น
แต่การศึกษา ทุกวันนี้ กลับทำให้คนทำร้ายกัน แย่งชิงทรัพยากร บริโภคอย่างเกินต้องการ และเพิ่มความทุกข์ให้กับมนุษย์ เพิ่มความซับซ้อนให้กับชีวิตมนุษย์
อารยธรรมของโลก ล่มสลายมากี่ครั้ง เพราะการศึกษาในแบบนี้
เป็นธรรมดาของโลก, มักซ่้อนของดีไว้ มิให้มองเห็นง่ายๆ
ความรู้ ที่มีคุณค่าแท้จริง จึงมิได้อยู่ในระบบการศึกษา แต่อยู่ในตัวคนที่ต้องการแสวงหามัน
และมันอยู่ใกล้มากๆ จนหากไม่สังเกต...ก็มองไม่เห็น....
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
